Translation

จากหนังสือรวมเรื่องสั้น Smoke and Mirrors

เขียนโดย Neil Gaiman

Warning: มันอาจจะ Y เล็กน้อย

+ fanart ตอนท้าย

--------------------------------------------------------

เขาพยักหน้า

 

“พวกนั้นรอเราอยู่ในห้องเซฟคีเอล มีฟานูเอล ซาราเควล และเซฟคีเอล เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ ลูซิเฟอร์หยุดยืนอยู่ข้างๆ หน้าต่าง

“ฉันเดินไปที่กลางห้องและเริ่มพูด

“ ‘ข้าขอขอบคุณที่ท่านมารวมกัน ณ ที่นี้ ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร ท่านรู้ว่าหน้าที่ของข้าคืออะไร ข้าคือการลงทัณฑ์อันเที่ยงธรรมในพระนามของพระองค์ พระกรของพระเจ้า ข้าคือรากูเอล’

“ ‘ทูตสวรรค์คาราเซลได้เสียชีวิตลง และข้าได้รับมอบหน้าที่ให้ค้นหาว่าเหตุใดเขาถึงตาย ใครสังหารเขา และข้าก็ได้กระทำแล้ว เอาล่ะ ทูตสวรรค์คาราเซลเคยเป็นช่างออกแบบในห้องโถงแห่งสิ่งมีชีวิต เขามีฝีมือ หรือข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น...’

“ ‘ลูซิเฟอร์ บอกข้าว่าท่านทำอะไรอยู่ก่อนหน้าที่ท่านจะมาพบฟานูเอลและร่างนั้น’

“ ‘ข้าบอกเจ้าไปแล้ว ข้ากำลังเดินเล่นอยู่’

“ ‘ท่านเดินอยู่ที่ใด’

“ ‘ข้าไม่เห็นว่าจะเป็นธุระของเจ้าแต่ประการใด’

“ ‘จงบอกข้ามา

“เขานิ่งไป เขาตัวสูงที่สุดในบรรดาพวกเรา สูงส่งและสง่างาม ‘เช่นนั้นก็ได้ ข้ากำลังเดินอยู่ในความมืด ข้าเข้าไปเดินในความมืดมาได้สักพักแล้ว มันช่วยให้ข้าได้เห็นทิวทัศน์ของนคร.....ออกมาดูจากเบื้องนอกแบบนั้น ข้าเห็นว่าช่างงดงามเพียงใด ดีเลิศเพียงใด ไม่มีสิ่งอันใดจะน่าปลื้มปิติไปกว่าบ้านของเรา ไม่มีสิ่งใดจะสมบูรณ์พร้อมไปกว่านี้ ไม่มีใครอยากจะไปอยู่ที่อื่นใดอีกแล้ว’

“ ‘แล้วท่านทำอะไรอยู่ในความมืดหรือ ลูซิเฟอร์’

“เขาจ้องฉัน ‘ข้าเดินไปทั่ว แล้ว.....มีเสียงอยู่ในความมืด ข้าเงี่ยหูฟังเสียงนั้น เสียงที่สัญญาถึงสิ่งสารพัน ถามคำถามข้า กระซิบแผ่วเบาและอ้อนวอน ข้าไม่สนใจมัน ข้ารวบรวมความเข้มแข็งและเพ่งมองไปยังนครสีเงินยวง เป็นหนทางเดียวที่ข้าจะได้ทดสอบตัวเอง เอาตัวเข้ารับการทดลองไม่ว่าชนิดใด ข้าคือผู้บัญชาการแห่งกองทัพ ข้าคือทูตสวรรค์องค์แรกในหมู่ทูตสวรรค์ทั้งมวล ข้าจำต้องพิสูจน์ตัวเอง’

“ฉันพยักหน้า ‘เหตุใดก่อนหน้านี้ท่านถึงไม่บอกเรื่องนี้แก่ข้า’

“เขามองลงมา ‘เพราะว่าข้าเป็นทูตสวรรค์องค์เดียวที่เดินอยู่ในความมืด เพราะว่าข้าไม่ปรารถนาให้ใครคนอื่นเข้าไปเดินในความมืด ข้าเข้มแข็งพอที่จะท้าทายเสียงพวกนั้นได้ เพื่อทดสอบตัวข้าเอง คนอื่นๆ นั้นไม่แข็งแกร่งพอ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะก้าวพลาดและพลัดตกลงไป’

“ ‘ขอบคุณ ลูซิเฟอร์ ตอนนี้พอเท่านี้ก่อน’ ฉันหันไปหาทูตสวรรค์องค์ถัดมา ‘ฟานูเอล ท่านรับความดีความชอบจากงานของคาราเซลมานานเท่าไรแล้ว’

“เขาอ้าปากแต่ไม่มีเสียงออกมา

“ ‘ว่าอย่างไร

“ ‘ข้า....ข้าไม่ได้แอบอ้างชื่อจากงานของอื่น’

“ ‘แต่ท่านรับความดีความชอบจาก ความรัก ใช่หรือไม่่่’

“เขากระพริบตา ‘ใช่ ถูกต้อง’

“ ‘ท่านช่วยอธิบาย ความรัก ให้พวกเราฟังได้หรือไม่’ ฉันถาม

“เขาชำเลืองไปรอบๆ อย่างกระวนกระวาย ‘มันคือความรู้สึกของแรงดึงดูดและความชอบอย่างลึกซึ้งที่พึงมีให้แก่อีกสิ่งมีชีวิตหนึ่ง มักจะผสมรวมกับความใคร่และความปรารถนา ความต้องการที่จะได้อยู่เคียงข้างกัน’ เขาพูดอย่างไร้อารมณ์ร่วม เหมือนกำลังสั่งสอน เหมือนกับว่ากำลังท่องสูตรทางคณิตศาสตร์สักสูตรให้ฟัง ‘ความรู้สึกที่เรามีให้กับพระนาม ให้แก่พระผู้สร้าง นั่นคือความรัก....นอกจากอย่างอื่นแล้วน่ะนะ ความรัก จะเป็นแรงกระตุ้นที่จะดลบันดาลหรือทำลายล้างได้เท่าๆ กัน พวกเรา....’ เขาหยุดก่อนจะเริ่มใหม่อีกครั้ง ‘เราภูมิใจกับมันมากทีเดียว’

“ฟานูเอลแค่ขยับปากขึ้นลง เขาเลิกหวังแล้วว่าเราจะเชื่อสิ่งที่เขาพูด

“ ‘ใครเป็นคนทำงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับความรัก ไม่ อย่าเพิ่งตอบ ให้ข้าถามคนอื่นก่อน เซฟคีเอล ตอนที่ฟานูเอลนำรายละเอียดเกี่ยวกับความรัก มาให้ท่านเห็นชอบ เขาบอกท่านว่าใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้’

“เทวดาผู้ไร้ปีกยิ้มอย่างอ่อนโยน ‘เขาบอกว่าเป็นงานของเขา’

“ ‘ขอบคุณมากขอรับ เอาล่ะ ซาราเควล ความรัก เป็นงานของใคร’

“ ‘ของข้า ของข้ากับคาราเซล บางทีอาจะเป็นของเขามากกว่าของข้าแต่เราก็ทำงานร่วมด้วยกัน’

“ ‘เจ้ารู้ว่าฟานูเอลนั้นรับความดีความชอบในงานนี้ไปใช่หรือไม่’

 

“ ‘.....ใช่ขอรับ

“ ‘แล้วเจ้าอนุญาตหรือ’

“ ‘เขา....เขาสัญญาว่าจะให้งานดีๆ กับเราตอบแทน เขาสัญญาว่าถ้าไม่พูดอะไรเราจะได้งานชิ้นใหญ่มาทำมากขึ้น แล้วเขาก็รักษาคำพูด เขามอบความตาย ให้แก่เรา’

“ฉันหันกลับไปหาฟานูเอล ‘ว่าอย่างไรล่ะ’

“ ‘เป็นความจริงที่ข้าอ้างว่า ความรัก เป็นของข้า’

“ ‘แต่มันคืองานของคาราเซลและซาราเควล’

“ ‘ใช่’

“ ‘แล้วเป็นงานชิ้นสุดท้ายของทั้งคู่ ก่อนหน้าความตาย

“ ‘ใช่’

“ ‘ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้’

“ฉันเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังยอดแหลมสีเงินยวง มองไปยังความมืด แล้วฉันก็เริ่มพูด

“ ‘คาราเซลเป็นช่างออกแบบที่มีฝีมือโดดเด่น ถ้าเขาจะมีข้อบกพร่องล่ะก็ นั่นก็คือเขาเอาตัวเข้าไปเกี่ยวพันกับงานมากเกินไป’ ฉันหันหน้ากลับมาหาพวกนั้น ทูตสวรรค์ซาราเควลตัวสั่นเทิ้ม และแสงส่องวาบวับไปมาภายใต้ผิวหนัง ‘ซาราเควล คนที่คาราเซลรักเป็นใคร ใครคือคนรักของเขา’

 

“ซาราเควลก้มมองลงพื้น จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างหาญกล้าและภาคภูมิ แล้วก็คลี่ยิ้ม

“ ‘ข้าเอง’

“ ‘เจ้าอยากเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังถึงมั้ย’

“ ‘ไม่อยากหรอก’ แล้วไหวไหล่ ‘แต่ข้าคิดว่าข้าต้องเล่าสินะ เช่นนั้นก็ดี’

“ ‘เราทำงานด้วยกัน แล้วเราก็เริ่มงานเกี่ยวกับความรัก.....เรากลายเป็นคนรักกัน เป็นความคิดของเขา ถ้าพอหาเวลาได้เราทั้งคู่จะกลับไปยังห้องพักของเขา แล้วเราก็จะสัมผัสกันและกัน โอบกอดกัน กระซิบคำหวานและคำยืนยันมั่นหนักแน่นว่าจะรักกันชั่วนิรันดร์ ความสุขของเขามีความสำคัญมากกว่าความสุขของตัวข้าเองเสียอีก ข้ามีตัวตนอยู่ก็เพื่อเขา เมื่ออยู่ลำพังข้าจะย้ำชื่อเขากับตัวเองซ้ำไปมา และไม่คิดถึงอย่างอื่นนอกจากเขา’

“ ‘เมื่อข้าอยู่กับเขา....’ ซาราเควลเงียบไป แล้วก้มหน้าลง ‘ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญ’

“ฉันเดินไปจุดที่ซาราเควลยืนอยู่ ยกมือเชยคางเขาขึ้นมาและจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเทาคู่นั้น ‘ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงสังหารเขา’

“ ‘เพราะว่าเขาไม่รักข้าอีกต่อไปแล้ว เมื่อเราเริ่มงานเรื่องความตาย เขา.....เขาก็เลิกสนใจ คาราเซลไม่ใช่ของข้าอีกต่อไป เขากลายเป็นของความตาย และถ้าข้าไม่ได้เขา เช่นนั้นเขาก็พร้อมอ้าแขนรับคนรักคนใหม่ ข้าทนอยู่กับเขาไม่ได้....ข้าไม่อาจทนที่จะมีเขาอยู่เคียงใกล้และรู้ว่าเขาไม่มีความรู้สึกอันใดให้กับข้า นั่นเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ข้าคิด....ข้าหวังไว้ว่าหากเขาหายไป ข้าก็จะไม่สนใจเขาอีกต่อไป หวังไว้ว่าความเจ็บปวดนี้จะหยุดเสียที’

 

“ ‘ข้าจึงฆ่าเขา แทงเขาและทิ้งร่างออกจากหน้าต่างของหอแห่งสิ่งมีชีวิต แต่ความเจ็บปวดนี้ก็ยังไม่ยอมหยุด’ คำพูดของเขาเกือบเหมือนการคร่ำครวญ

“ซาราเควลเอื้อมมือขึ้นมาเคลื่อนมือของฉันออกจากปลายคาง ‘แล้วอย่างไรล่ะทีนี้’

“ฉันรู้สึกถึงหน้าที่ที่แผ่นซ่าน เข้าครอบครองตัวฉัน ไม่ใช่ฉันที่เป็นตัวบุคคลอีกต่อไป ฉันคือการลงทัณฑ์อันเที่ยงธรรมแห่งพระเจ้า

“ขยับเข้าใกล้ซาราเควลและเข้าโอบกอด ฉันบดเบียดริมฝีปากกับเขา แทรกลิ้นเข้าไปภายใน เราจูบกัน และเขาก็หลับตาลง

“แล้วฉันก็รู้สึกถึงพลังงานที่เอ่อล้น การเผาไหม้และความสว่างโชติช่วง จากหางตาฉันเห็นลูซิเฟอร์และฟานูเอลต่างเบือนหน้าหนีแสงนี้ แต่ฉันรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองของเซฟคีเอล และแสงของฉันก็สว่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประทุออกมา จากดวงตา หน้าอก ปลายนิ้วและริมฝีปาก เพลิงสีขาวที่แผดเผา

“เปลวไฟสีขาวเผาพลาญซาราเควลอย่างเชื่องช้า เขาเกาะแนบกับฉันขณะกำลังเผาไหม้

“ไม่ช้าก็ไม่มีอะไรหลงเหลือ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยว

“ฉันรู้สึกถึงเปลวไฟที่จางหายไป ฉันกลับเป็นตัวเองอีกครั้ง

“ฟานูเอลส่งเสียงสะอึกสะอื้น ลูซิเฟอร์นั้นขาวซีด ส่วนเซฟคีเอลนั่งอยู่บนเก้าอี้ เฝ้ามองฉันอย่างเงียบๆ

“ฉันหันไปหาฟานูเอลและลูซิเฟอร์ ‘พวกท่านได้เห็นการลงทัณฑ์อันที่ยงธรรมแห่งพระเจ้าแล้ว’ ฉันพูด ‘ให้เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งเตือนใจท่านทั้งสอง’

 

“ฟานูเอลพยักหน้า ‘แน่นอน โอ่ เป็นแน่นอน ข้า...ข้าจะกลับแล้วนะขอรับ ข้าจะกลับไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ถ้าท่านไม่ว่าอะไร’

“ ‘ไปได้’

“เขางุ่นง่านไปยังหน้าต่างและพุ่งสู่แสงสว่าง ตีกระพือปีกอย่างรุนแรง

“ลูซิเฟอร์เดินไปยังจุดที่ซาราเควลเคยยืนอยู่บนพื้นสีเงิน คุกเข่าลง และจ้องมองพื้นอย่างสิ้นหวัง ราวกับพยายามมองหาเศษหลงเหลือจากทูตสวรรค์ที่ฉันทำลายไป เศษฝุ่นเถ้า หรือกระดูก หรือขนปีกไหม้เกรียม แต่ก็ไม่เหลืออะไร แล้วเขาก็เงยหน้ามองฉัน

“ ‘นี่มันไม่ถูกต้อง’ เขาเอ่ยขึ้น ‘นี่มันไม่เป็นธรรม’ เขาร่ำไห้ หยดน้ำตาไหลลงมาตามใบหน้าของเขา บางทีซาราเควลคือคนแรกที่รู้จักรัก แต่ลูซิเฟอร์คือคนแรกที่เสียน้ำตา ฉันจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้

“ฉันมองเขาด้วยสายตาเฉยเมย ‘มันคือความยุติธรรม เขาสังหารคนอื่น และเขาก็ถูกสังหารกลับคืน ท่านเรียกให้ข้าทำหน้าที่ และข้าก็ได้กระทำแล้ว’

“ ‘แต่....เขารัก เขาควรจะได้รับการให้อภัย เขาควรได้รับการช่วยเหลือ ไม่ควรถูกทำลายเช่นนั้น นี่มันผิด’

“ ‘นี่คือพระประสงค์’

“ลูซิเฟอร์ยืนขึ้น ‘ถ้าเช่นนั้นบางทีพระประสงค์ก็อาจไม่ชอบธรรม บางทีสุดท้ายแล้วเสียงในความมืดนั้นก็พูดความจริง สิ่งนี้ถูกต้องได้อย่างไรกัน’

“มันคือความถูกต้อง เป็นพระประสงค์ของพระองค์ ข้าเพียงปฏิบัติตามหน้าที่

 

“เขายกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา ‘ไม่’ ลูซิเฟอร์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาส่ายหน้าอย่างช้าๆ จากนั้นก็พูดว่า ‘ข้าต้องครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ข้าต้องไปแล้ว’

“เขาเดินไปยังหน้าต่าง ก้าวเท้าออกสู่ท้องฟ้าและจากไป

“เซฟคีเอลกับฉันอยู่กันตามลำพังในห้อง ฉันเดินเข้าไปใกล้เก้าอี้นั้น เขาพยักหน้าให้ ‘เจ้าปฏิบัติหน้าที่ได้ดีนะรากูเอล ไม่คิดว่าควรจะกลับไปยังห้องเพื่อรอการเรียกตัวครั้งต่อไปรึ’ ”

ชายบนเก้าอี้ยาวหันมามองผม สบตากับผม จนกระทั่งเดี๋ยวนี้มันเหมือนกับว่าเกือบตลอดเวลาที่เล่าเรื่อง เขาแทบจะไม่รู้สึกถึงผมที่นั่งอยู่ข้างๆ เลย เขาแค่มองตรงไป และกระซิบเรื่องเล่าออกมาด้วยเสียงที่เกือบไม่ต่างกับราบเรียบ แต่ตอนนี้รู้สึกราวกับว่าเขาเพิ่งเห็นผม และเขาก็พูดกับผมคนเดียว มากกว่าจะพูดกับอากาศธาตุหรือว่านครลอสแองเจิลลิส แล้วเขาก็พูดว่า

“ฉันรู้ว่าเขาพูดถูกแต่ตอนนั้นฉันไม่อาจออกไปได้ แม้ว่าจะอยากก็ตาม พลังอำนาจยังไม่จางหายไปจากตัวฉันจนหมดสิ้น หน้าที่ของฉันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นทุกอย่างก็ลงตัว ฉันมองเห็นภาพรวมทั้งหมด และเหมือนกับลูซิเฟอร์ฉันคุกเข่าลง สัมผัสหน้าผากลงกับพื้นสีเงิน ‘ไม่ขอรับ พระเจ้าข้า’ ฉันพูด ‘ยังไม่ใช่ตอนนี้’

“เซฟคีเอลผลุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ‘ลุกขึ้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมนะที่ทูตสวรรค์จะกระทำเช่นนี้ต่อกัน มันไม่ถูกต้อง ลุกขึ้น!’

“ฉันส่ายหน้า ‘พระบิดา พระองค์หาใช่ทูตสวรรค์ไม่’ ฉันกระซิบแผ่วเบา

“เซฟคีเอลนิ่งเงียบ ชั่วขณะหนึ่งฉันรู้สึกหวั่นใจ ฉันเกรงกลัว ‘พระบิดา ข้าพระองค์ได้รับมอบให้ค้นหาผู้รับผิดชอบการตายของคาราเซล และตอนนี้ข้าพระองค์ก็รู้ชัดแล้ว’

 

“ ‘เจ้าได้มอบการลงทัณฑ์ของเจ้าแล้ว รากูเอล’

“ ‘การลงทัณฑ์ของพระองค์ พระเจ้าข้า’

“จากนั้นพระองค์ทรงถอนพระทัยและประทับนั่งอีกครั้ง ‘อ้า...รากูเอล ปัญหาของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ก็คือสิ่งเหล่านั้นบรรลุผลออกมาได้ดีเกินกว่าที่คาดหวังไว้ ข้าถามได้มั้ยว่าเจ้าจำข้าได้อย่างไร’

“ ‘ข้า.....ข้าพระองค์ก็ไม่แน่ใจ พระเจ้าข้า พระองค์ทรงไม่มีปีก และประทับรออยู่ ณ ใจกลางของนคร ควบคุมการสร้างโดยตรง เมื่อข้าพระองค์ทำลายซาราเควล พระองค์ทรงไม่หันหนี พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งต่างๆ มากเกินไป พระองค์.....’ ฉันหยุดและคิด ‘ไม่ขอรับ ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าทราบได้อย่างไร อย่างที่พระองค์ตรัสไว้ พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ออกมาอย่างดี แต่ข้าพระองค์เพิ่งเข้าใจว่าพระองค์คือใคร และความหมายของละครที่เราต่างแสดงเพื่อพระองค์ก็ครั้นเมื่อข้าพระองค์เห็นลูซิเฟอร์จากไป’

“ ‘แล้วเจ้าเข้าใจสิ่งใดหรือ เด็กน้อย’

“ ‘ใครที่สังหารคาราเซล หรืออย่างน้อยก็คนที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง ตัวอย่างเช่น ใครคือคนที่จัดให้คาราเซลและซาราเควลทำงานเรื่องความรักด้วยกัน ทั้งที่รู้ถึงนิสัยของคาราเซลที่มักจะเอาตัวเข้าไปเกี่ยวพันกับงานมากเกินไป’

“พระองค์ตรัสกับฉันอย่างอ่อนโยนจนเกือบเหมือนเย้าแหย่ ราวกับเวลาผู้ใหญ่พยายามพูดคุยกับเด็กเล็กๆ ‘แล้วเหตุใดถึงมีคน “สั่งการอยู่เบื้องหลัง” เล่ารากูเอล’

“ ‘เหตุเพราะว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากเหตุผล และทุกเหตุผลก็เป็นของพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมการให้ซาราเควล ใช่มันเป็นเช่นนั้น เขาฆ่าคาราเซล แต่เขาฆ่าคาราเซลเพื่อที่ข้าจะได้สามารถทำลายเขาได้’

“ ‘แล้วเจ้าผิดหรือที่ทำลายเขา’

 

“ฉันมองเข้าไปในดวงตาที่สะท้อนกาลเวลาอันแสนยาวนาน ‘เป็นหน้าที่ของข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่คิดว่านั่นเป็นธรรม ข้าพระองค์คิดว่าบางทีอาจจำเป็นที่ข้าพระองค์ต้องทำลายซาราเควล เพื่อแสดงให้ลูซิเฟอร์เห็นถึงความไม่เที่ยงธรรมของพระเจ้า’

“พระองค์ทรงแย้มสรวล ‘แล้วข้ามีเหตุอันใดที่ต้องทำเช่นนั้นเล่า’

“ ‘ข้า.....ข้าพระองค์หาได้ทราบไม่ ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ พอกับที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระองค์ถึงได้ทรงสร้างความมืดหรือเสียงภายในนั้น แต่พระองค์ก็ทรงกระทำเช่นนั้น พระองค์ทรงกระทำให้เรื่องทุกอย่างนี้เกิดขึ้น’

“พระองค์ทรงพยักพระพักตร์ ‘ถูกแล้ว ข้าทำเช่นนั้น ลูซิเฟอร์จำต้องครุ่นคิดถึงความไม่เป็นธรรมของการทำลายซาราเควล เรื่องนี้และรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย จะผลักดันให้เขาลงมือกระทำการณ์บางอย่าง ลูซิเฟอร์ผู้อ่อนโยนและน่าสงสาร หนทางของเขานั้นจะยากลำบากกว่าลูกคนใดของข้า เหตุว่าเขาจำต้องมีส่วนในเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป และเป็นบทบาทอันใหญ่หลวงนัก’

“ฉันยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์องค์พระผู้สร้างแห่งสรรพสิ่ง

“ ‘แล้วตอนนี้เจ้าจะทำอะไรต่อไปล่ะ รากูเอล’ พระองค์ตรัสถามฉัน

“ ‘ข้าพระองค์ต้องกลับไปที่ห้อง หน้าที่ของข้าพระองค์เสร็จสิ้นลงแล้ว ข้าได้ลงทัณฑ์ และได้เปิดเผยผู้ลงมือกระทำความผิด นั่นเพียงพอแล้ว แต่...พระองค์’

“ ‘มีอะไรรึเด็กน้อย’

“ ‘ข้าพระองค์รู้สึกสกปรก รู้สึกแปดเปื้อน มีมลทิน บางทีอาจจะจริงที่ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ซึ่งเป็นเรื่องดีงาม แต่บางครั้งพระองค์ทรงทิ้งรอยเลือดไว้บนเครื่องมือของพระองค์’

“ทรงพยักพระพักตร์ ราวกับทรงเห็นด้วยกับฉัน ‘ถ้าเจ้าต้องการ รากูเอล เจ้าสามารถลืมเรื่องทั้งหมดนี้ได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้’ จากนั้นก็ตรัสว่า ‘แต่อย่างไรก็ดี เจ้าจะไม่สามารถบอกเล่าเรื่องนี้ให้แก่ทูตสววร์องค์อื่นได้ ไม่ว่าเจ้าเลือกที่จะจดจำหรือไม่ก็ตาม’

“ ‘ข้าจะจดจำเรื่องนี้’

“ ‘เป็นทางเลือกของเจ้า แต่บางครั้งเจ้าจะพบว่าเป็นเรื่องง่ายกว่ามากหากไม่ต้องจดจำ การลืมเลือนนั้นบางครั้งก็นำพาอิสรภาพแบบหนึ่งมาให้ เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไร’ พระองค์ทรงโน้มลงหยิบซองเอกสารขึ้นมาจากกองบนพื้น และเปิดออก ‘มีงานที่ข้าควรจะเริ่มทำเสียที’

“ฉันลุกขึ้นยืนและเดินไปที่หน้าต่าง ฉันหวังว่าพระองค์จะทรงเรียกฉันกลับไป อธิบายรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับแผนการของพระองค์ให้ฟัง แต่พระองค์ก็ทรงไม่รับสั่งอะไร และฉันก็จากพระองค์มาโดยไม่หันกลับไป”

แล้วชายคนนั้นก็เงียบลง และยังคงนิ่งเงียบต่อไป ผมแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ ผ่านไปเนิ่นนานจนผมเริ่มกังวล คิดไปว่าเขาผล็อยหลับหรือตายไปแล้ว

แล้วเขาก็ลุกขึ้น

“นั่นล่ะเพื่อน เรื่องของนาย คิดว่ามันคุ้มพอเป็นค่าบุหรี่สองมวนกับไม้ขีดหนึ่งกล่องมั้ย” เขาถามราวกับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยไม่ฟังดูเป็นการประชดชัน

“ครับ” ผมบอกเขา “คุ้มพอแน่นอน แต่หลังจากนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะครับ คุณมา...ผมหมายถึง...ถ้า...” ผมเอ่ยค้าง

 

ตอนนี้ความมืดเข้าปกคลุมถนน ใกล้ถึงเวลาเช้าในอีกไม่ช้า แสงไฟถนนเริ่มค่อยๆ ดับลงทีละดวงและร่างชายคนนั้นปรากฏเป็นเงามืดตัดกับแสงท้องฟ้ารุ่งอรุณ เขาซุกมือลงในกระเป๋า “เกิดอะไรขึ้นน่ะรึ ฉันก็ทิ้งบ้านมา หาหนทางไม่เจอ และทุกวันนี้บ้านก็เป็นระยะทางที่ไกลเหลือเกินที่จะกลับไป บางครั้งนายก็ทำสิ่งที่ต้องมาเสียใจทีหลัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เวลาผันเปลี่ยนไป ประตูปิดลงตามหลัง แล้วนายก็ก้าวต่อไป แบบนั้นน่ะรู้มั้ย

“ท้ายที่สุดฉันก็มาอยู่ที่นี่ คนเคยพูดกันว่าไม่มีใครมีพื้นเพเดิมมาจากแอลเอ จริงตายเลยในกรณีของฉัน”

แล้วจากนั้น ก่อนที่ผมจะทันเข้าใจว่าเขากำลังทำอะไร ชายคนนั้นก็โน้มตัวลงมาและจูบผมอย่างแผ่วเบาที่แก้ม เคราของเขาสากและทิ่มตำ แต่ลมหายใจกลับหอมหวานอย่างน่าประหลาด เขากระซิบในหูผม “ฉันไม่ได้ตกลงมา ฉันไม่สนว่าใครจะว่ายังไง ฉันยังคงทำหน้าที่อยู่ตามที่เห็นสมควร”

แก้มผมเหมือนโดนไหม้ตรงบริเวณที่ริมฝีปากของเขาสัมผัส

เขาขยับตัวขึ้นตรง “แต่ยังไงฉันก็ยังอยากกลับบ้านอยู่ดี”

ชายคนนั้นเดินตรงไปตามถนนที่มืดมิด ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวและมองเขาจากไป ผมรู้สึกเหมือนเขาเอาอะไรบางอย่างไป แม้ผมจะจำไม่ได้แล้วว่ามันคืออะไร แล้วผมก็รู้สึกเหมือนบางอย่างถูกทิ้งไว้แทนที่ อาจจะเป็นการอภัยโทษ หรือความไร้เดียงสา แม้ว่าจะในเรื่องอะไร หรือจากอะไร ผมเองก็บอกไม่ได้

ภาพจากที่ไหนสักแห่ง ภาพวาดเส้นขยุกขยิกรูปของเทวดาสององค์กำลังบินอยู่เหนือเมืองงดงาม และบนภาพนั้นคือรอยประทับฝ่ามือของเด็ก ทำให้กระดาษขาวเปรอะเปื้อนด้วยเลือดสีแดง ภาพมันเข้ามาอยู่ในหัวของมันเองและผมก็ไม่รู้ว่าแล้วว่ามันหมายถึงอะไร

 

ผมยืนขึ้น

มันมืดเกินกว่าจะมองเห็นหน้าปัดนาฬิกา แต่วันนั้นผมรู้ว่าจะไม่ได้นอนแน่ ผมเดินกลับไปยังที่พัก ยังบ้านข้างต้นปาล์มแคระแกร่น เพื่ออาบน้ำอาบท่าและรอคอย ผมนึกถึงเหล่าเทวดา และทิงค์ และสงสัยว่าความรักนั้นเดินเคียงข้างไปด้วยกันกับความตายรึเปล่า

วันต่อมาเครื่องบินไปอังกฤษก็เริ่มออกบินอีกครั้ง

ผมรู้สึกแปลกๆ การอดนอนบังคับให้ผมอยู่ในสภาพสุดทรมานที่ทำให้ทุกอย่างดูราบเรียบ และไร้ความสำคัญเหมือนกันหมดเวลาที่ไม่มีอะไรสำคัญ และในสภาพนี้ความเป็นจริงดูแบบบางและหลุดลุ่ย การเดินทางในแท็กซี่สู่สนามบินคือฝันร้ายดีๆ นี่เอง ผมทั้งร้อน เหนื่อย และหงุดหงิด ผมใส่เสื้อยืดท่ามกลางความร้อนของแอลเอ เสื้อโค้ทถูกพับเก็บไว้ใต้สุดของกระเป๋าเดินทาง ซึ่งก็อยู่ตรงนั้นมาตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่

เครื่องบินแออัดด้วยผู้คน แต่ผมไม่สนใจ

พนักงานบนเครื่องเดินไปตามทางเดินพร้อมกับชั้นวางหนังสือพิมพ์ เฮเริล ทริบูน ยูเอส ทูเดย์ และก็ แอลเอ ไทมส์ ผมเลือกหยิบไทมส์ เมื่อกวาดตาดูหน้าหนังสือพิมพ์ คำต่างๆ ไม่ได้เข้าหัวผมเลยแม้แต่น้อย ที่อ่านไปไม่มีอะไรที่ผมพอจำได้เลย ไม่ ผมโกหก สักแห่งในส่วนท้ายของหนังสือพิมพ์ คือรายงานฆาตกรรมคนสามคน ผู้หญิงสอง และเด็กเล็กอีกหนึ่ง ไม่มีชื่อระบุไว้ และผมก็ไม่รู้ว่าทำไมในรายงานถึงลงรายละเอียดแบบนั้น

ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไป ผมฝันว่ามีอะไรกับทิงค์ในขณะที่เลือดไหลอย่างเชื่องช้าจากริมฝีปาก และดวงตาที่ปิดสนิทของเธอ เลือดนั้นเย็นชืด ข้น และเหนอะหนะ ผมตื่นขึ้นมาตัวเย็นเฉียบเพราะแอร์ในเครื่องบิน พร้อมกับรสชาติไม่น่าอภิรมย์ในปาก ลิ้นและริมฝีปากผมแห้งผาก ผมมองออกไปจากหน้าต่างทรงรีที่มีรอยขีดข่วน จ้องมองลงไปยังก้อนเมฆ แล้วผมก็นึกขึ้นมา (ไม่ใช่ครั้งแรก) ว่าหมู่เมฆในสภาพแท้จริงแล้วคือดินแดนอีกดินแดนหนึ่ง ที่ซึ่งทุกคนรู้ว่าตัวเองมองหาอะไรอยู่ และรู้ว่าจะกลับไปยังจุดเริ่มต้นได้อย่างไร

การจ้องลงมองหมู่เมฆเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับการนั่งเครื่องบิน นั่น และความรู้สึกที่ได้ใกล้ชิดกับความตาย

ผมห่อตัวด้วยผ้าห่มผืนบางของสายการบินและหลับอีกสักพัก แต่ถ้ามีความฝันปรากฏขึ้นอีก ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมพอจำมันได้

พายุหิมะพัดเข้ามาไม่นานหลังจากเครื่องลงจอดในอังกฤษทำให้ไฟในสนามบินดับ ตอนนั้นผมอยู่ในลิฟท์ของสนามบินตามลำพัง และมันก็มืดลงและค้างอยู่ระหว่างชั้น แสงสลัวๆ ของไฟฉุกเฉินสว่างขึ้น ผมกดปุ่มสัญญาณสีแดงจนกระทั่งแบตเตอรี่หมด และเสียงสัญญาณก็หยุดไป ผมสั่นเทาอยู่ในมุมของห้องสีเงินเล็กๆ ในเสื้อยืดที่ใส่มาจากแอลเอ ผมมองลมหายใจที่ลอยเป็นควันอยู่ในอากาศและผมก็กอดตัวเองเพื่อความอบอุ่น

ไม่มีอย่างอื่นในนั้นนอกจากตัวผม แต่ถึงกระนั้นผมก็รู้สึกปลอดภัย ปราศจากความกังวล ไม่ช้าก็จะมีคนมาและเปิดประตูออก ท้ายที่สุดใครสักคนก็จะพาผมออกไป และผมรู้ว่าอีกไม่ช้าผมก็จะได้กลับบ้าน

END

The Angel Lucifer: 'That was not just.'